ค้นหา

วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2552

รถพลังงานลม (Air Car) ประหยัดน้ำมันแบบรักษ์โลก


ที่มา : http://www.logisticnews.net/modules.php?NUID=45&m=newsupdate_s&op=detailnewsupdate
‘รถพลังงานลมรุ่นแรกที่ออกสู่ตลาด ของตาต้า ใช้ชื่อว่า ‘CityCAT ‘ตั้งราคาไว้ประมาณ 400,000 บาท โดยตาต้าหวังไว้ว่า จุดเด่นของ CityCAT ที่ไม่มีการปล่อยมลพิษทางอากาศ และราคาไม่แพง จะทำให้รถพลังลมรุ่นแรกนี้ ทำยอดขายได้ดีในตลาดอินเดียและประเทศต่างๆทั่วโลก’

รายงานพิเศษ LogisticNews สัปดาห์นี้ ผมจะหยิบเรื่องเบาๆแบบมีสาระมาพูดคุยกัน อย่างที่โปรยหัวครับ หลายๆคนอาจไม่เคยได้ยินเรื่อง รถพลังงานลม (Air Car) มาก่อน ผมก็เช่นเดียวกัน แต่ในยุคที่ราคาน้ำมันแพงเช่นปัจจุบัน ทุกประเทศกำลังดิ้นรนหาพลังงานทดแทนใหม่ๆ เพื่อมาชดเชยการใช้พลังงานน้ำมัน ที่ดูเหมือนว่าจะถีบตัวสูงขึ้นไม่หยุด ซึ่งอันนี้ เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจครับว่า พลังงานน้ำมัน หรือแม้แต่ก๊าซธรรมชาติ ทั้ง LPG และ NGV ทั้งหมด เป็นพลังงานที่ใช้และหมดไป เราคงทราบว่า การน้ำมันที่เราใช้นี้ เป็นสิ่งที่ขุดเจาะจากใต้ดิน ใต้ทะเล พบเจอจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลก และก็เป็นโชคดี ของประเทศในตะวันออกกลาง หรืออาหรับ ซึ่งแม้ภูมิประเทศ จะเป็นทะเลทราย แห้งแล้งเวิ้งว้าง แต่ก็มีบ่อน้ำมันซ่อนอยู่ข้างล่าง ขุดเจาะเอามาขาย จนพี่แขกของผมร่ำรวยจนไม่รู้จะเอาเงินไปเก็บไว้ไหนในปัจจุบัน


เคยมีผลงานวิจัย หรือจะเรียกว่าพยากรณ์ก็ได้ ว่าอีก 50 ปีข้างหน้า น้ำมันจะถูกขุดขึ้นมาใช้และหมดไป เรื่องดังกล่าว ไม่มีใครทราบว่าจะเป็นจริงหรือไม่ แต่ก็สร้างกระแส ตามกฎเกณฑ์ธรรมชาติ หรือตามหลักการตลาดทั่วไป เมื่อสินค้าใดมีอยู่จำกัด แต่มีความต้องการสูงในตลาด ราคามันก็สูงมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นที่มาของการเก็งกำไร ของพวกกองทุนต่างๆ ด้านกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันหรือโอเปค ก็เมินที่จะเพิ่มกำลังผลิต ทำให้ประเทศที่ผลิตน้ำมันได้น้อย และไม่มีการผลิต ต้องหาซื้อมาใช้อย่างเดียว เดือดร้อนกันถ้วนหน้า กรณีดังกล่าวรวมพี่ไทยด้วย ก่อให้เกิดกระแสการใช้พลังงานทดแทนกันทั่วโลก มีนวัตกรรมยานยนต์รูปแบบใหม่ เกิดขึ้น เช่น รถที่ใช้พลังงานน้ำมันที่ผลิตจากพืช เช่น เอทานอล ที่ใช้ผสมน้ำมันก๊าซโซฮออล์ หรือไบโอดีเซลที่ผลิตจากน้ำมันปาล์ม ซึ่งไทยก็ใช้อยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งรถพลังงานไฟฟ้า รถพลังงานไนโตเจน รถพลังงานแสงอาทิตย์ จนถึงรถพลังงานลม ซึ่งแต่ละชนิด ก็ยังมีข้อดี และข้อจำกัดแตกต่างกันไป

รถพลังงานลม เป็น ยนตรกรรมที่คิดค้นขึ้นในประเทศลักแซมเบิร์ก โดยบริษัท MDI จากประเทศลักเซมเบิร์ก และ สิทธิบัตรแก่ตาต้าในการผลิตรถยนต์พลังลมในประเทศอินเดีย โดยตาต้ามอเตอร์ บริษัทรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอินเดีย ประกาศผลิตรถยนต์ที่ใช้พลังงานลมในการขับเคลื่อน โดยจะทยอยนำส่งเข้าสู่โชว์รูมในปี พ.ศ. 2552 รถยนต์พลังลม หรือ AirCar นี้ ใช้การปล่อยอากาศจากระบบบีบอัดอากาศด้วยความดันสูง โดยอากาศที่ปล่อยออกมาจะทำหน้าที่หมุนเพลาทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ โดยการเติมอากาศ สามารถเติมได้ตามสถานีอัดอากาศด้วยราคาไม่แพง โดยความเร็วสูงสุดที่ทำได้อยู่ที่ประมาณ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสามารถวิ่งได้ประมาณ 200 กิโลเมตรต่อการเติมอากาศหนึ่งครั้ง หรือสามารถเสียบปลั๊ก อัดพลังงานลมเข้าถังได้ ใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมงที่บ้าน (ตอนกลางคืนเมื่อเลิกใช้)

รถพลังงานลมรุ่นแรกที่ออกสู่ตลาด ของตาต้า ใช้ชื่อว่า ‘CityCAT ‘ตั้งราคาไว้ประมาณ 400,000 บาท โดยตาต้าหวังไว้ว่า จุดเด่นของ CityCAT ที่ไม่มีการปล่อยมลพิษทางอากาศ และราคาไม่แพง จะทำให้รถพลังลมรุ่นแรกนี้ ทำยอดขายได้ดีในตลาดอินเดียและประเทศต่างๆทั่วโลก โดยในประเทศไทย ก็มีเอกชนรายหนึ่ง เริ่มนำรถ CityCAT เข้ามาทำตลาดแล้ว
สุดท้ายต้องบอกว่า ผมยังไม่รู้ว่าสมรรถนะของรถพลังงานลมจะเป็นอย่างไร เพราะยังไม่ได้ทดสอบ แต่เรื่องนี้ก็จุดประกายให้ทุกคนคิดเรื่องพลังงานใหม่ ทุกวันนี้ เราหนีการซื้อพลังงานน้ำมันที่เขาขายให้ราคาแพง ไปหาพลังงานอื่นๆ ทั้งก๊าซธรรมชาติ ที่ก็เป็นพลังงานใช้หมดไปเช่นกัน ส่วนเอทานอล หรือไบโอดีเซล ก็มีข้อจำกัด หากความต้องการใช้พลังงานสูงขึ้นมาก ทำให้เราต้องเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกพืชน้ำมันมากเช่นกัน ซึ่งสุดท้ายก็มีข้อจำกัด เพราะจะไปเบียดเบียนการปลูกพืชเพื่อใช้บริโภคของมนุษย์ ดังนั้นพลังงานลมอาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดในอนาคตก็ได้ครับ

วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2552

12 วิธีการประหยัดน้ำมันแบบง่าย




ตอนนี้ราคาน้ำมันก็มีวี่แววว่าจะขึ้นต่อไปเรื่อยๆ คนกรุงอย่างเรา ๆ ก็ยังคงเดินทางไปไหนมาไหนโดยอาศัย "รถยนต์" เป็นหลัก ดังนั้นไม่ว่าทางไหนที่จะสามารถประหยัดได้ก็น่าที่จะลองดูดังนั้น “ผู้จัดการ มอเตอร์ริ่ง” จึงได้มีวิธีประหยัดน้ำมันแบบง่าย ๆ 12 วิธี มาฝากกัน โดยเป็นการรวบรวมจากอินเตอร์เน็ต เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ลองปฏิบัติดูอาจจะช่วยประหยัดได้บ้างไม่มากก็น้อย


ขั้นตอนการประหยัด
1. เติมน้ำมันหลัง 4 ทุ่ม หรือก่อน 9 โมงเช้าเสมอ
2. เติมน้ำมันแค่หัวจ่ายตัดพอแล้ว
3. อุ่นเครื่อง 1 นาทีในหน้าร้อนและ 3 นาทีในหน้าหนาว
4. ค่อยๆออกตัวเมื่อรถจอดนิ่ง 1-2 พันรอบ
5. ควรใช้เกียร์สูงเมื่อรถวิ่งได้ 2500 รอบขึ้นไป
6. เครื่อง 2.0 ลิตรขึ้นไปความเร็วคงที่ที่ทำให้ประหยัด 110 กม./ชม.
7. เครื่อง 1.6 ลิตรขึ้นไปความเร็วคงที่ที่ทำให้ประหยัด 90 กม./ชม.
8. พักรถสัก 15 นาทีเมื่อขับเกิน 4 ชม.เพื่อให้ลดความร้อน
9. เกียร์ถอยกินน้ำมันมากสุด ควรค่อยๆถอยไม่ต้องรีบ
10. ก่อนถึงปลายทางสัก 500 เมตรให้ปิด COM แอร์ลดภาระเครื่อง
11. เช็คลมยางให้สม่ำเสมอทุกๆ 2 อาทิตย์และเมื่อจะออกเดินทางไปต่างจังหวัด
12. พยายามอย่าใส่ของไว้ในรถเยอะ

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2552

ก๊าซชีวภาพจากพลังขี้หมู โดยสถาบันวิจัยฯ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่




การนำขี้หมู และสิ่งปฏิกูลที่เกิดจากการเลี้ยงหมู มาหมักโดยการใช้เทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ ที่นอกจากเจ้าของฟาร์มไม่ต้องจ่ายค่าพลังงานในการบำบัดน้ำเสียแล้ว ยังเป็นการควบคุมกลิ่นเหม็น น้ำเสีย และของเสีย ที่ออกจากฟาร์มเลี้ยงหมู ลดการปล่อยทิ้งก๊าซมีเทนที่เป็นสาเหตุให้เกิดภาวะเรือนกระจกอีกด้วย อีกทั้งยังเป็นการผลิตก๊าซชีวภาพเพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานทดแทนเชื้อเพลิง เช่น ก๊าซปิโตรเลียมเหลว น้ำมันเชื้อเพลิง และพลังงานไฟฟ้า รวมถึงยังได้ปุ๋ยอินทรีย์จากขี้หมูที่สามารถนำไปใช้ได้เลยอีกด้วย โดยโครงการระบบก๊าซชีวภาพจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์ดังกล่าว ได้รับการส่งเสริมโดยกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (สพช.)
การทำงานของระบบก๊าซชีวภาพ เป็นการอาศัยเทคโนโลยีที่ทำให้กลุ่มของจุลินทรีย์ชนิดที่ไม่ต้องการออกซิเจนในการย่อยสลายสารอินทรีย์ ทำหน้าที่หมักย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำซึ่งอยู่ในรูปของของเหลวในสภาพไร้อากาศ (Anaerobic Digestion) การทำงานของกลุ่มจุลินทรีย์ชนิดต่างๆ อย่างต่อเนื่องกัน ทำให้สารอินทรีย์ในน้ำเสียถูกย่อยสลายและลดปริมาณลง สารอินทรีย์ที่ถูกย่อยสลายนี้ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนรูปไปเป็นก๊าซชีวภาพซึ่งเป็นก๊าซผสมระหว่างมีเทน และคาร์บอนไดออกไซด์ ในอัตราส่วนประมาณ 65 : 35 ก๊าซผสมนี้สามารถติดไฟได้ดี จึงใช้เป็นแหล่งพลังงานสำหรับให้ความร้อน แสงสว่างและเดินเครื่องยนต์ได้
การส่งเสริมการใช้ระบบก๊าซชีวภาพนี้ แบ่งออกเป็น 2 ระบบ ได้แก่ ระบบก๊าซชีวภาพขนาดเล็กที่กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบ และระบบก๊าซชีวภาพขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่หน่วยบริการก๊าซชีวภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้รับผิดชอบ
ระบบก๊าซชีวภาพขนาดเล็ก เป็นการส่งเสริมเกษตรกรรายย่อยให้สร้างระบบก๊าซชีวภาพแบบโดมคงที่ (Fixed Dome) บ่อหมักมีขนาดระหว่าง 12 - 100 ลูกบาศ์กเมตร(ลบ.ม.) เพื่อผลิตและนำก๊าซชีวภาพที่ผลิตได้มาใช้ทดแทนก๊าซหุงต้ม การให้แสงสว่างในครัวเรือน รวมถึงการกกลูกหมูด้วยโดยระบบนี้ รองรับหมูได้ไม่เกิน 500 ตัว มีขนาดบ่อมาตรฐาน 5 ขนาด ได้แก่ 12 ลบ.ม. 16 ลบ.ม. 30 ลบ.ม. 50 ลบ.ม. และ 100 ลบ.ม. เป็นเทคโนโลยีแบบโดมคงที่ฝังอยู่ใต้ดิน ประกอบด้วย บ่อเติมมูลสัตว์ (Mixing Chamber) ผสมกับน้ำก่อนเติมลงบ่อหมัก บ่อหมัก (Digester Chamber) ให้เกิดก๊าซมีเทนและก๊าซอื่นๆ ซึ่งก๊าซที่เกิดขึ้นนี้จะผลักดันให้มูลสัตว์และน้ำที่อยู่ด้านล่างของบ่อหมักไหลไปอยู่ในบ่อล้น บ่อล้น (Expansion Chamber) เป็นพื้นที่สำหรับรับมูลสัตว์และน้ำที่ถูกก๊าซผลักดันจากบ่อหมัก โดยการทำงานจะเป็นระบบไดนามิก คือเมื่อก๊าซเกิดขึ้นภายในบ่อหมัก ก๊าซจะมีแรงผลักดันมูลสัตว์และน้ำที่มีอยู่ส่วนล่างของบ่อหมักให้ทะลักขึ้นไปเก็บไว้ที่บ่อล้น เมื่อมีการเปิดก๊าซไปใช้ น้ำในบ่อล้นก็จะไหลย้อนกลับเข้าไปในบ่อหมักเพื่อดันก๊าซให้มีความดันเพียงพอที่จะสามารถนำไปใช้งานได้ ระบบจะเกิดอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ตลอดเวลา
การดำเนินงานของโครงการก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ในระยะแรก ก่อสร้างได้ 280 บ่อ ปริมาณบ่อรวม 6,028 ลบ.ม. ปริมาตรก๊าซ 9.20 ล้านลบ.ม. สามารถใช้ทดแทน LPG ได้ 3.95 ล้านก.ก. หรือทดแทนไม้ฟืน 10.26 ล้านก.ก. และจากการที่ยังมีเกษตรกรอีกเป็นจำนวนมากให้ความสนใจที่จะเข้าร่วมโครงการฯ โครงการระยะที่ 2 จึงเกิดขึ้น ซึ่งมีปริมาตรรวมไม่ต่ำกว่า 22,000 ลบ.ม. ทั่วประเทศ สามารถรองรับน้ำเสียจากสุกร 102,000 ตัว และได้พลังงานมาใช้ทดแทนก๊าซ LPG 14.4 ล้านก.ก. หรือทดแทนใช้ฟืน 37.4 ล้าน ก.ก. ทั้งยังลดปริมาณกลิ่นและแมลงวันในพื้นที่รอบๆ ฟาร์มสุกรขนาดเล็กที่มีอยู่ทั่วไปอีกด้วย โดยโครงการนี้เกษตรกรเจ้าของบ่อต้องออกค่าใช้จ่ายเอง 55% และกองทุนฯให้การสนับสนุน 45% ของราคาการก่อสร้างและติดตั้งระบบ
ระบบก๊าซชีวภาพขนาดกลางและขนาดใหญ่ เป็นการออกแบบเพื่อใช้ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่ ซึ่งเกษตรกรต้องมีสุกรยืนคอก 5,000 ตัวขึ้นไป และเป็นระบบขนาด 1,000 ลบ.ม. ขึ้นไป ซึ่งมีส่วนประกอบหลายอย่างที่ทำงานสัมพันธ์กัน สามารถแยกเป็นระบบได้ 3 ขั้นตอน คือ
ขั้นตอนที่ 1 เป็นการย่อยสลายสารอินทรีย์ใน บ่อหมักแบบราง (Channel Digester) บ่อหมักแบบรางจะแยกของเสียส่วนข้น และส่วนใสออกจากกัน ของเสียส่วนข้นจะถูกหมักย่อยในบ่อหมักแบบรางนี้ประมาณ 20-30 วัน จนอยู่ในสภาวะที่เสถียร (Stabilized) และผ่านเข้าสู่ลานกรองของแข็ง (Slow Sand Bed Filter : SSBF) ที่เชื่อมต่อกับบ่อหมักแบบราง ลานกรองนี้จึงทำหน้าที่รับกากของเสียส่วนข้นที่ผ่านการหมักย่อยจากบ่อหมักแบบราง กากของเสียนี้สามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งเป็นสิ่งที่พืชต้องการ สำหรับของเสียส่วนใสซึ่งมีปริมาณ 80 - 90 % ของของเสียทั้งหมด จะไหลผ่านไปยัง บ่อหมักแบบ UASB (Upflow Anaerobic Sludge Blanket Reactor) เพื่อบำบัดในขั้นตอนที่ 2 ต่อไป
ขั้นตอนที่ 2 การบำบัดและย่อยสลายใน บ่อหมักแบบ UASB (Upflow Anaerobic Sludge Blanket Reactor) สารอินทรีย์ส่วนใหญ่ในน้ำเสียที่อยู่ในรูปสารละลายจะถูกย่อยสลายในบ่อหมัก UASB และกลายเป็นก๊าซชีวภาพในที่สุด อัตราส่วนของปริมาตรของบ่อหมักแบบรางต่อปริมาตรของบ่อหมักแบบ UASB คือประมาณ 2-3 ต่อ 1 ขึ้นอยู่กับลักษณะคุณสมบัติของน้ำเสียจากฟาร์มที่เข้าสู่ระบบบำบัด น้ำที่ผ่านการบำบัดจากบ่อหมักแบบ UASB แล้วนี้จะมีค่า COD ประมาณ 800 - 1,000 มิลลิกรัม/ลิตร
ขั้นตอนที่ 3 ขั้นตอน บำบัดขั้นหลัง (Post Treatment) ซึ่งเป็นการบำบัดที่ออกแบบระบบให้มีการทำงานที่เลียนแบบธรรมชาติโดยอาศัยการทำงานของพืช สาหร่าย สัตว์น้ำเล็กๆ และแบคทีเรีย ซึ่งเกิดตามธรรมชาติทำงานสัมพันธ์กันเพื่อบำบัดน้ำที่ผ่านการบำบัดแบบไร้ออกซิเจนมาแล้วในขั้นต้นให้สะอาดมากยิ่งขึ้น จนสามารถหมุนเวียนนำกลับมาใช้ทำความสะอาดคอก หรือปล่อยออกสู่ภายนอกได้ในที่สุด การ บำบัดขั้นหลัง จะประกอบด้วยสระพักแบบเปิดที่รับน้ำเสียจากการบำบัดขั้นที่ 2 แล้วปล่อยเข้าสู่บึงซึ่งปลูกพืชน้ำบางชนิดไว้ให้ช่วยในการบำบัดน้ำเสีย ซึ่งจะทำงานสัมพันธ์กันกับกลุ่มของแบคทีเรีย และในส่วนสุดท้ายของชุดบึงพืชน้ำจะเป็นสระเลี้ยงปลา เพื่อใช้ประกอบในการสังเกตคุณภาพน้ำที่มีต่อสิ่งมีชีวิต น้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วจะมีค่า COD สุดท้ายที่ไม่เกิน 200 - 400 มิลลิกรัม/ลิตร และมีค่า BOD ต่ำกว่า 60 มิลลิกรัม/ลิตร ซึ่งอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กรมควบคุมมลพิษยอมรับได้
เกษตรกรรายเล็ก ที่มีความประสงค์ที่จะเข้าร่วมโครงการสามารถติดต่อได้ที่ เกษตรตำบล สำนักงานเกษตรอำเภอ และสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้านท่าน หรือสถาบันพัฒนาและส่งเสริมปัจจัยการผลิต กรมส่งเสริมการเกษตร จตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทรศัพท์ (02)5793664 สำหรับเจ้าของฟาร์มสุกรขนาดกลางและใหญ่ ที่สนใจสามารถติดต่อไปที่ หน่วยบริการก๊าซชีวภาพ (Biogas Advisory Unit : BAU) สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตู้ ป.ณ.289 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ 50202 โทรศัพท์ (053)948196-8 โทรสาร (053)948195 หรือ Home Page : http://www.chmai.loxinfo.co.th/~bau/bau.html